สำนักวิชาสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
การตรวจวินิจฉัยโรคลมชักและดูแลสุขภาพระบบประสาทและสมอง
ในพื้นที่บริการ รพ.สต.บ้านต้นเลียบ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 สาขาวิชาเทคนิคการแพทย์ และโครงการบริการวิชาการและรับใช้สังคม สำนักวิชาสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. นันทวัน วังเมือง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ดวงใจ ผิวคำ พร้อมด้วยนายแพทย์ทินนกร ยาดี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบประสาทและสมองจาก สถาบันประสาทวิทยา กรุงเทพมหานคร และคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และมหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ลงพื้นที่ให้บริการตรวจร่างกายเพื่อวินิจฉัยโรคลมชัก และความผิดปกติทางระบบประสาทและสมองอื่น ๆ พร้อมทั้งให้คำปรึกษาการดูแลและฟื้นฟูผู้ป่วย ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านต้นเลียบ ภายใต้โครงการบริการวิชาการและรับใช้สังคมอย่างยั่งยืน “การคัดกรองและวินิจฉัยโรคลมชักในชุมชนต้นแบบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตในพื้นที่บริการ รพ.สต.บ้านต้นเลียบ”

 

กิจกรรมนี้สืบเนื่องจากการคัดกรองและวินิจฉัย เพื่อศึกษาความชุกของโรคลมชัก และปัจจัยสัมพันธ์ต่อการเกิดโรคลมชักในประเทศไทย โดยทำการสำรวจในทุกภาคของประเทศ สำหรับภาคใต้ ได้มีการคัดเลือกพื้นที่ในเขตบริการของ รพ. สต. บ้านต้นเลียบ เป็นตัวแทนกลุ่มประชากรในภาคใต้ โดยเก็บข้อมูลและคัดกรองประชาชนในพื้นที่ กว่า 2000 ราย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อส. ม.) พบว่า มีประชาชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง และมีปัจจัยสัมพันธ์กับการเกิดโรคลมชัก จำนวน 71 ราย คิดเป็นร้อยละ 3.55 ประกอบด้วย ผู้สูงอายุ นักเรียน ผู้ป่วยติดบ้าน และแรงงานต่างด้าว ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจร่างกาย ซักประวัติ และให้การวินิจฉัย พบจำนวน 3 รายที่เป็นโรคลมชักในระยะที่เกิดอาการ คิดเป็นความชุกของโรคลมชักในพื้นที่ภาคใต้ร้อยละ 0.15 ซึ่งใกล้เคียงกับความชุกในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยความชุกสูงสุดอยู่ที่ภาคเหนือ คือ ร้อยละ 0.2 โดยพบว่า ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการของโรคสัมพันธ์กับ การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด การดื่มสุรา และการใช้สารเสพติด นอกจากนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ยังมีการแนะนำวิธีการดูแล ฟื้นฟู และการปฐมพยาบาลแก่ผู้ป่วยโรคลมชักขณะเกิดอาการ ได้แก่ จัดการสถานที่ให้มีความโล่ง เพื่อป้องกันไม่เกิดอันตรายกับผู้ป่วยขณะมีอาการห้ามนำสิ่งของงัดหรือง้างปากผู้ป่วย จับผู้ป่วยนอนตะแคงในที่ราบเพื่อลดอาการสำลัก โรคลมชักสามารถหายขาดได้ เพียงเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และทานยาอย่างสม่ำเสมอ

 

กลุ่มบริการการวิชาการรับใช้สังคม สาขาวิชาเทคนิคการแพทย์ สำนักวิชาสหเวชศาสตร์ มีความคาดหวังว่าการส่งเสริมสุขภาพในชุมชนท้องถิ่น ให้ประชาชนมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (SDGs 3.3.2) รวมถึงให้ความรู้ การดูแล และป้องกันตนเองของผู้ป่วย ผู้ดูแลผู้ป่วยและชาวบ้านในชุมชน (SDGs 4) โดยเริ่มจากจุดเล็ก ๆ จะสามารถขยายผลต่อไปยังการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งในและนอกพื้นที่ และเป็นการส่งเสริมการพัฒนาสุขภาวะที่มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน รวมถึงการสร้างต้นแบบการดูแลสุขภาพโดยสหสาขาวิชาชีพและขยายผลสู่พื้นที่อื่นต่อไป